ปรากฎการณ์ “ซูเปอร์มูน” ในวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา

Super Moonตามรายงานของสำนักข่าวประจำวันจันทร์ ที่ 28 กันยายน รายงานถึงปรากฏการณ์ “ซูเปอร์มูน” หรือ พระจันทร์สีเลือด ซึ่งนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ถูกจับตามองจากนักดาราศาสตร์อย่างมาก เพราะไม่บ่อยนักที่จะเกิดปรากฎการณ์ดังกล่าวที่หาชมได้ยากนี้ แต่น่าเสียดายที่ประเทศไทยของเราจะไม่สามารถรับชมปรากฏการณ์นี้ได้ เพราะในช่วงเวลาที่เกิดขึ้นนั้นตรงกับช่วงกลางวันในตามเวลาบ้านเรา ทำให้มีเพียงฝั่งยุโรป , อเมริกาเหนือ – ใต้ , มหาสมุทรแอตแลนติก , แอฟริกา ซึ่งจะมีเวลาตรงกับระหว่างเที่ยงคืนของวันอาทิตย์และวันจันทร์พอดี ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างมากเพราะนอกจากเราจะได้เห็นดวงจันทร์เข้าใกล้แบบนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีแล้ว มันยังส่งผลกระทบต่อวงการดาราศาสตร์ในอนาคตข้างหน้าอีกด้วย
ในรอบหลาย 100 ปี เกิดขึ้นเพียง 6 ครั้ง
นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หาขมได้ยากสุดๆ เมื่อพระจันทร์สีเลือดจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง โดยตามรายงานครั้งล่าสุดระบุว่าการเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ คือในปี พ.ศ.2525 ซึ่งก็เป็นเวลายาวนานถึง 33 ปีมาแล้ว และในแต่ละรอบเกิดขึ้นในปี 2453 , 2471 , 2489 , 2507 ตามลำดับ ซึ่งสังเกตได้ว่าในแต่ละครั้งนั้นจะมีเวลาไม่แน่นอน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างด้วยกัน หากจะรอให้เกิดอีกครั้งอาจจะต้องรอนานไปถึง ปี พ.ศ.2576 เลยทีเดียว

phenomenon

แต่ช่างน่าเสียดายมากที่เราจะอดเห็นปรากฏการณ์ซูเปอร์มูนดังกล่าว เพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเริ่มในช่วงเช้าของประเทศไทยช่วง 07.11 น. หลังจากนั้นจะเคลื่อนที่และทำให้เกิดจันทรุปราคาช่วงเวลา 08.07 น.แต่ยังไม่เต็มดวงมากนัก แต่จะเต็มดวงและกลายเป็นสีแดงหรือเลือดอย่างเห็นได้ชัดจะเป็นในเวลา 9 โมงเช้า ไปจนถึง 10 โมงเป็นต้นไป และหลังจากนั้นในช่วงเวลา 11 โมง 27 นาที ตามการคาดการณ์ ดวงจันทร์จะเคลื่อนผ่านเงามืด ทำให้ดวงจันทร์ที่เป็นสีเลือดกลายเป็นเงามัว จนท้ายที่สุดในเวลา 12.28 น. เที่ยงวันตามเวลาของบ้านเรา จะเป็นการสิ้นสุดปรากฏการณ์ “ซูเปอร์มูน” โดยสมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตามคนไทยสามารถมองเห็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ เพียงแต่จะไม่สามารถมองเห็นจันทรุปราคาเท่านั้นเอง

 

ผลกระทบที่ได้รับจากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์มูน”

moon

ตามที่ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ให้ข้อมูลว่าการเกิดปรากฏการณ์  “ซูเปอร์มูน” แรงโน้มถ่วงระหว่างดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะส่งผลกระทบแก่พื้นโลกเพื่อทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำขึ้น – น้ำลง ในแต่ละวัน ทำให้ ดร.ศรัณย์ มองว่าถือเป็นเรื่องปกติไม่ผิดแปลกอะไรซึ่งมีเหตุผลที่อธิบายได้ เพียงแต่พระจันทร์เข้าใกล้โลกมากเป็นพิเศษเท่านั้นเอง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวโดยปกติจะเรียกว่า เปริจี (Perigee) ซึ่งหมายถึงจุดที่มีดวงจันทร์เข้าใกล้โลกที่สุด และหากจุดที่ดวงจันทร์ไกลจากโลกที่สุดจะถูกเรียกว่า อะโปจี (Apogee) ตามหลักวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์